ไม่ได้กลับมานาน ทุกคนคงลืมไปแล้วแน่นอน -w- วันนี้เลยเอาเรื่องมาเสนอ

               คริโนไลน์(crinoline) เป็นกระโปรงที่สวมบนสุ่ม (เพื่อให้กระโปรงบานออก)  เป็นชุดที่มีกระโปรงบานๆ  บานมากบานจนเหมือนสุ่มไก่บ้านเราโดยเขาจะทำเป็นโครงให้ให้มันบานใหญ่  โดยโครงทำมาจากมันทำจากขนม้า, เส้นป่าน หรือเหล็ก  ซึ่งมันได้รับความนิยมในหมู่คนชั้นสูงในศตวรรษที่19       

ทำไมมันถึงน่ากลัว?  การออกแบบคริโนไลน์ของมันตอบสนองได้ดีทีเดียวเลยแหละเมื่อมีลมแรงๆ  มาพัดอย่างกะทันหัน กระโปรงบานๆ  ของเจ้าหล่อนจะถูกพัดเหมือนกับร่ม(กาง)ที่ปลิวของลมนั้นแหละ  มีหลายรายถูกลมพัดดันให้ตกจากที่สูง(ที่ออกงานของพวกเธออยู่ที่สูงๆ ทั้งสิ้นนี้)  และบางรายเพราะหายใจไม่ออกเพราะลมพัดแรงจนโครงเหล็กรัดตัวเธอจนกระดูกหัก  บางรายกระโปรงเกิดไปเกี่ยวกับรถม้าและลากผู้หญิงที่ส่งเสียงร้องกรี๊ดตามท้องถนน  แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือกระโปรงนี้ติดไฟง่ายสุดๆ  และเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ตายเพราะกระโปรงตัวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1863 ในSantiago ประเทศซิลี ในอเมริกาใต้ มีคนตายกว่า  2000 - 3000  คน  ในขณะไฟไหม้โบสถ์ เมื่อไฟผ้าคลุมหน้าต่างโบสถ์เกิดติดไฟ  ผู้คนต่างพยายามหนีตายหาทางออกจากประตู แต่เจ้ากรรม  ด้วยความกว้างของกระโปรงบานของเจ้าหล่อนดันไปขว้างติดประตูซะนี้(กระโปรงดันใหญ่กว่าประตู))  แถมเอาออกยากซะด้วยสิเพราะมันทำจากโครงเหล็กนี้น่า  ซึ่งมันทำให้ทางออกถูกปิดโดยสิ้นเชิง  ที่นี้ก็ลองคิดละกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป...ก็ตายยกหมู่สิ  
 
 
    อันดับ 5 เดอะ คอร์ซิท (The Corset)   
 
 
เดอะ คอร์ซิท (The  Corset)  เป็นเสื้อรัดลำตัวสตรี,เสื้อยกทรงรัดรูปของสตรี  และชุดชั้นในผู้หญิงที่สวมเพื่อให้สะโพกและหน้าอกเข้ารูปทรง นิยมในช่วงทศวรรษที่  1830-1839 สมัยวิกตอเรียนที่ตั้งกฎเกณฑ์ศิลธรรมให้ผู้หญิงต้องสั่ง  ไม่สั่งถือว่าผู้หญิงคนนั้นสกปรก ต่ำต้อย ไม่มีมารยาทและไม่มีศิลธรรม  และสมัยศตวรรษที่ 19นิยมให้สตรีมีเอวคอดกิ่ว อกตั้ง  ทำให้เสื้อนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว       

ทำไมมันถึงน่ากลัว?  เนื่องจากการใส่คอร์ซิทต้องรัดแน่นมากๆ แน่นจนทำให้กระดูกผิดรูป  หรือเราเรียกว่าเอวคอด ซี่โครงจะเจ็บปวดชา  อวัยวะเครื่องในจะถูกเคลื่อนย้ายลงต่ำมาถึงก้น  ทั้งเป็นสาเหตุให้การไหลของเลือดภายในผิดปกติ ใน1903 มีผู้หญิงที่ตายทันทีเพราะเสื้อรัดลำตัวสตรีที่เป็นเหล็กกระแทกหัวใจของเธอ  แต่กระนั้นแฟชั่นนี้ก็ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันมาเป็นชุดชั้นในสุดเซ็กซี่ออกศึกที่นิยมของสาวๆ  ทั้งหลาย    
 
 อันดับ 4 ฟุตบาดดิ้ง (Footbinding)
 
 
     

ฟุตบาดดิ้ง (Footbinding) เป็นการพันเท้าผู้หญิงให้เป็นรูปดอกบัว  เป็นประเพณีปฏิบัติของผู้หญิงจีนโบราณ ซึ่งเป็นที่นิยมในจีนสมัยศตวรรษที่ 8  โดยมันเริ่มมาจากสมัยก่อนจักรพรรดิ์มีเมียหลายคน  แต่ไม่ค่อยมีเวลาเอาใจใส่กับเมียน้อยเหล่านี้มากนัก ทำให้หลายนางแอบไปมีชู้  จักรพรรดิจึงใช้วิธีป้องกันโดยการรัดเท้าเพื่อให้พวกเธอเดินเหินไม่สะดวก  ซึ่งต่อมากลายเป็นค่านิยมที่ผู้หญิงในวังต้องวัดเท้า  ชาวบ้านก็นึกว่าเป็นแฟชั่นของไฮโซเลยทำตามบ้าง จึงกลายเป็นค่านิยมของจีนในที่สุด  โดยเกิดวลีว่า "ผู้หญิงที่เท้าเล็กยิ่งเซ็กซี่"
 
 
     
 
 ทำไมมันถึงน่ากลัว
?
  กระบวนการพันเท้านั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เด็กอายุ 5-6 ขวบ โดยคนเป็นแม่จะใช้วิธี หักนิ้วน้อย ๆ สี่นิ้ว  แล้วงอย้อนกลับไปทางด้านหลัง แล้วก็เอาผ้ามาพันเอาไว้ โดยจะพันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ  จนได้เท้าที่เล็กตามต้องการ(บางตำราก็เขียนว่าให้เอาเท้าแช่ปัสสาวะและกระเพาะแพะ)  นอกจากนี้ผู้ที่ทำการพันเท้า  กล้ามเนื้อตั้งแต่บริเวณสะโพกลงไปจะต้องเกร็งมากในการเดินแต่ละครั้ง  เมื่อเยื้องย่างด้วยท่าอ้อนแอ้นแลดูสวยงาม จะเกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส  ราวเข็มพันเล่มกระหน่ำแทงพวกเธอราวกับขุนนรกโลกันต์ เท้าที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา  กลิ่นจะเหม็นมากๆ จนเป็นแผลเน่า  และเลวร้ายที่สุดคือเธอไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้สะดวกเกิดมีไฟไหม้บ้าน  โจรมาข่มขืนละก็คงแล้วแต่ดวงแหละเพราะหนีไม่ได้...เหอๆ
 
 
    อันดับ 3 ฟองตางเก (The Fontange)
 
 
       

 

ผมทรงฟองตางเก(The Fontange)  เป็นการทำเกล้าให้ผมสูงไว้กลางศีรษะ มัดโบเล็กๆ หลายอันด้านหน้า  จากนั้นประกบด้วยลูกไม้จีบและมัดมวยผมเป็นแผง 3 - 4 ชั้น วนไล่ขึ้นไปเป็นยอด  ด้านหลังกับด้านข้างทิ้งปอยหยิกห้อยและผูกโบว์ยาวซึ่งยิ่งผมสูงยิ่งดีแสดงถึงฐานะ  โดยแฟชั่นนี้นิยมในฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 -18

 

ทำไมมันถึงน่ากลัว?  ทรงผมนี้มันติดไฟง่ายครับ ยิ่งงานราตรีที่มีโคมไฟระยิบระย้ายิ่งติดไฟง่ายไปใหญ่แถมเวลาไฟติดบนหัวของเจ้าหล่อนละก็ตัดยากสุดๆ  เพราะหัวเธอเต็มไปด้วยวัสดุติดไฟง่ายทั้งนั้น และจากผมก็จะลามมาถึงคอและหน้าและมือ  จากสาวสวยกลายเป็นสุเทพ สีใสทันที ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับ Angelique  de Fontanges  ชู้รักคนโปรดของกษัตริย์อังกฤษคนหนึ่งที่ตายเพราะทรงผมของเธอตัดไปโดนเทียนทำให้หัวของเธอติดไฟ     
 
 อันดับ 2 ลีด เมคอัพ (Lead Makeup)
 
 
       

เป็นการทำให้หน้าขาวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของตะกั่ว  ว่ากันว่าต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีกในยุคโบราณกว่า2,000 ปีมาแล้ว  และนิยมในฝรั่งเศสศตวรรษที่ 14 -19 ซึ่งสังคมนั้นมันชั้นสูงมากๆ  แบบใครผิวดำถือว่าเป็นคนไม่มีเงิน(เพราะคนผิวดำมักทำงานหนัก  คนผิวขาวไฮโซไม่ต้องทำงาน)  ซึ่งคนดังที่ใช้แป้งข่าวทานั้นก็มีสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ 

ทำไมมันถึงน่ากลัว?  แน่นอนเพราะมันมีส่วนประกอบของตะกั่ว ซึ่งทางอนามัยโลก  จัดเป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอยู่แล้ว โดยลีด  เมคอัพเครื่องสำอางโบราณนั้นมี ส่วนประกอบคือตะกั่วขาวผสมกับขี้ผึ้ง ไขมันสัตว์  น้ำมันและไข่ขาว  ซึ่งสารตะกั่วนี้เป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากทำให้เบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วน  มึนงง   แขนขาชา ตาบอด และหายใจไม่ออก บางครั้งอาจเสียชีวิตได้ หรือถ้าร่างกายสะสมตะกั่วมากๆ อาจเป็นมะเร็งได้

โดยในปี 1760 Marie  Gunning  สตรีชั้นสูงชาวไอริชที่มีชื่อเสียงในด้านหน้าขาวของเธอกลายเป็นเหยื่อรายแรกของการใช้สารตะกั่วพิษ  และในปี 1878 คุณนาย Madame Rachel,ก็ตายเพราะพิษของตะกั่วที่ทาบนหน้าเช่นกัน
 
 อันดับ 1 เดอะ สตีฟ ไฮ คอลล่า (The Stiff High Collar) 
 
 
    

เป็นคอเสื้อแข็งๆ ใส่เพื่อให้ปกเสื้อสูงขึ้น นิยมใช้กับผู้ชายในศตรรษที่  19  โดยคอเสื้อจะเป็นสีขาว  เวลาใส่ก็เอาชุดเชิ๊ตมาใส่ทับอีกที ทำให้เหมือนเป็นคนขี้โอ่ มีอำนาจ  โดยบุคคลสำคัญที่ใส่ก็มี ออสกา ไวลด์Oscar Wildeนักประพันธ์อังกฤษ        ทำไมมันถึงน่ากลัว?  ที่เยอรมัน, เดนมาร์ก และดัชท์ เรียกเจ้าปลอกคอนี้ว่า"พ่อมือสังหาร  father killer " ซึ่งดูรูปร่างคงจะทราบแล้วมั้งว่ามันน่ากลัวยังไง  คือมันทำให้ทำให้คนสวมหายใจลำบากและอึดอัดที่ลำคอเพราะมันค่อนข้างบีบรัดคอพอสมควร  ซึ่งคนสวมมักเสียชีวิตในขณะใส่ชุดนี้ตอนเวลานอนและพอมันรัดคอคนสวมมักตายเพราะขาดอาการหายใจอย่างไม่รู้ตัว  และทำให้เกิดฝีในสมอง เวลากินข้าวก็ผ่านลำคอยากแต่ที่ร้ายสุดๆ  คือมันเหมือนกิโยตินแบบพกติดตัวคือในปี 1800  ชายคนหนึ่งหัวขาดเพราะคอเสื้อไปเกี่ยวกับรถขณะวิ่งมาแล้ว 
 

 

=w=l มีความรู้สึกว่าไม่ชอบอันดับสี่เลย คิดได้ไง หักนิ้วเท้าลูกตัวเอง !
 

edit @ 29 Jan 2011 22:16:28 by ELNA KEFFAY

edit @ 29 Jan 2011 22:17:05 by ELNA KEFFAY

Comment

Comment:

Tweet

น..น่ากลัวมากทุกอันเลยค่ะ

ช่างทำได้เนอะsad smile

ขอบคุณที่อัพเป็นความรู้ค่าHot! Hot!

#1 By ShoLiCoN on 2011-01-29 22:38